ทำความรู้จักกับ “โรคอ้วน” และโรคแทรกซ้อน พร้อมวิธีการรับมือ

          “โรคอ้วน” เป็นโรคยอดฮิตทั่วโลก อีกทั้งยังเป็นโรคที่ทำให้เรามีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมาอีกได้ จากสถิติผู้ที่เป็นโรคอ้วนปี 2560 พบว่าทั่วโลกมีคนเป็นโรคอ้วนกว่า 2,200 ล้านคน สำหรับสถิติคนไทยที่เป็นโรคอ้วนในปี 2560 นั้น สูงถึง 16 ล้านคน ซึ่งเป็นเพศชาย 4.7 ล้านคน และเพศหญิง 11.3 ล้านคน

          ปฏิเสธไม่ได้ว่าความอ้วนนั้น ส่งผลกระทบต่อเรามากมายอย่างรอบด้าน ทั้งภายในร่างกายและภายนอกร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบทางด้านจิตใจ (การถูกล้อเลียน กลายเป็นปมภายในจิตใจ น้อยเนื้อต่ำใจในตนเอง) ผลกระทบทางด้านการใช้ชีวิต (การไม่เป็นที่ยอมรับจากสังคมบางสังคม) ผลกระทบต่อภาพลักษณ์ (แม้ในปัจจุบันสังคมจะเปิดกว้างมาก ในเรื่องของภาพลักษณ์ภายนอกของผู้คน แต่ก็ยังมีคนบางกลุ่มที่ยังไม่เปิดกว้างพอที่จะมีความรู้สึกดี ๆ ต่อคนอ้วนได้ ทั้ง ๆ ที่คนอ้วนไม่ได้ผิดอะไรก็ตาม) และที่สำคัญคือความอ้วนนั้นทำให้เราเป็นโรคร้ายอื่น ๆ ได้อีกมากมาย ไม่เพียงแต่โรคอ้วนเท่านั้น

โรคอ้วนคืออะไร?

          องค์การอนามัยโลก หรือ WHO (World Health Organization) ได้ให้ความหมายของโรคอ้วน (Obesity) ว่า “ภาวะที่ร่างกายมีการสะสมของไขมันมากกว่าปกติ ซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายได้รับพลังงานเกินกว่าที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน จึงทำให้ร่างกายมีการสะสมพลังงานส่วนเกิน ในรูปแบบของไขมันตามอวัยวะต่าง ๆ มากเกินไป จึงเป็นสาเหตุทำให้ส่งผลเสียต่อสุขภาพ และอาจนำมาซึ่งโรคเรื้อรังอื่น ๆ จนเสียชีวิตได้”

โรคอ้วนเกิดจากอะไร และใครมีความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วน (Obesity)

          คนที่กินอาหารเยอะขึ้นเรื่อย ๆ กินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่มสักที กินข้าวเสร็จแล้ว ยังไงก็ต้องกินของหวานตบท้ายทุกที รวมไปถึงน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  สังเกตุได้จากแขนขาเราที่ค่อย ๆ ใหญ่ขึ้น หรือหน้าท้องที่ค่อย ๆ ยื่นออกมา เมื่อคุณมีสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ประกอบกัน ก็อาจจะทำให้คุณมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรอ้วนได้ไม่ยาก และสิ่งที่ส่งผลต่อความอ้วนของคุณหลัก ๆ ก็คือพฤติกรรมการกินอาหาร เพราะคนอ้วนมักจะกินเกินความต้องการของร่างกาย จึงทำให้เกิดการสะสมของไขมันในส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat) จึงทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนหรือ โรคต่าง ๆ ตามมาได้ง่าย นอกจากนี้ยังเกิดจากปัจจัยอื่น ๆ ได้อีก เช่นอายุ, กรรมพันธุ์, ความเครียด, และอาหารที่เรากินเข้าไป

“โรคอ้วน” ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม เริ่มโรคเดียว แถมโรคร้ายตามมาอีกเพียบ!

          นอกจากความอ้วนจะทำให้สูญเสียความมั่นใจ และเป็นโรคอ้วนแล้ว ยังมีโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่อาจตามมาหลังจากการเป็นโรคอ้วนได้อีกหลายโรค บางโรคอาจจะมีอาการแจ้งเตือนเบื้องต้น เพื่อให้เรารู้ตัวว่าเรากำลังมีความเสี่ยง แต่บางโรคก็อาจไม่แสดงอาการ แต่กำลังทำลายเราจากภายในก็เป็นได้ ซึ่งโรคเหล่านี้จะผลเสียต่อสุขภาพของเราในระยะยาวอย่างแน่นอน

เราไปดูกันดีกว่า ว่าจะมีโรคอะไรบ้าง ที่อาจเกิดขึ้นได้หลังจากที่เราเป็นโรคอ้วน!

โรคเบาหวาน (Diabetes mellitus)

          เป็นภาวะที่ร่างกายมีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ ซึ่งคนที่เป็นโรคอ้วน มักมีการหลั่งของอินซูลินจากตับอ่อนที่ไม่ดี และส่งผลให้เกิดภาวะดื้ออินซูลิน (ขาดอินซูลิน) เป็นผลให้เบตาเซลล์ (beta cell) หรือเซลล์ที่อยู่ในตับอ่อนไม่ทำงาน ทำให้ระบบเผาผลาญไขมันในร่างกายทำงานผิดปกติ และทำให้เกิดการสะสมของน้ำตาลและไขมันในเลือดสูง

โรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular disease)

          โรคนี้เป็นผลมาจากโรคอ้วนโดยตรง เพราะคนที่เป็นโรคอ้วนจะมีระดับของไขมันคอเลสเตอรอล (Cholesterol) และไขมันสะสมในร่างกายมากกว่าปกติ ทำให้ไขมันเริ่มอุดตันตามเส้นเลือด หลอดเลือดหนาขึ้น หลอดเลือดแดงตีบแคบ ทำให้เลือดไหลเวียนไปมาได้น้อยลง หรือไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย และอาจส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจตายได้

โรคไขมันพอกตับ (Fatty Liver Disease)

          โรคนี้ เกิดจากการกินอาหารมากกว่าพลังงานที่ร่างกายต้องใช้ และไขมันจากพลังงานส่วนเกินได้ไปพอกอยู่ในอวัยวะภายในต่าง ๆ ซึ่งไขมันที่พอกอยู่ตามอวัยวะภายในนั้น เราเรียกว่าไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat) และตับก็เป็นหนึ่งในอวัยวะดังกล่าว เริ่มจากไขมันพอกตัวอยู่รอบ ๆ ตับ และค่อย ๆ แทรกเข้าไปภายในตับ จนเกิดการอักเสบขึ้น จากนั้นจะเกิดพังผืดขึ้นในตับ เมื่อเซลล์ตับถูกทำลาย ก็จะทำให้ตับแข็ง และเกิดเป็นมะเร็งตับได้

โรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis)

          คนอ้วน จะมีแรงกระแทกที่ข้อเข่าขณะเดินมากกว่าคนทั่วไป เนื่องจากมีน้ำหนักตัวที่มาก บางคนที่ในข้อเข่ามีไขมันมาก ๆ ไขมันจะไปกดและทำลายกระดูกอ่อนข้างเคียง ทำให้ข้อเกิดการสึกหรอ สึกกร่อน การอักเสบ และกลายเป็นข้อเสื่อมได้

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea)

          คนที่เป็นโรคอ้วนหรือมีน้ำหนักตัวมาก มักมีการสะสมของไขมันในผนังลำคอมาก ผนังลำคอจะหนาขึ้น และคอมีลักษณะหดสั้นกว่าเดิม เมื่อช่องแคบในลำคอน้อยลง ก็ะทำให้เกิดการอุดกั้นของทางเดินหายใจ ถ้าอาการเริ่มต้นทั่วไปที่พบได้บ่อยคืออาการนอนกรน หากปล่อยไว้นาน ๆ ก็จะทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้

          นอกจากโรคข้างต้นที่กล่าวมา ยังมีอีกหลายโรคที่สามารถเกิดขึ้นมาได้จากความอ้วน ไม่ว่าจะเป็นโรคหลอดเลือดสมอง, โรคความดันโลหิตสูง, โรคกรดไหลย้อน, ปัสสาวะเล็ดเมื่อไอจาม, ประจำเดือนมาผิดปกติ, โรคนิ่วในถุงน้ำดี, และโรคมะเร็ง อีกทั้งยังสามารถเกิดภาวะแทรกซ้อนได้อีกมากมาย เห็นไหมคะว่า “ความอ้วน” ส่งผลร้าย และเป็นภัยต่อตัวเราอย่างไร

obesity

วิธีรับมือป้องกัน “โรคอ้วน” ทำยังไงให้ไม่เสี่ยง และห่างไกล

          หากพูดถึงการลดความอ้วน คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่าต้องออกกำลังกายเท่านั้น! ซึ่งเป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้องเสมอไป การควบคุมอาหารเป็นสิ่งที่ใครหลายคนมักจะลืม ซึ่งจริง ๆ แล้วเราควรปรับพฤติกรรมการกินอาหาร (ควบคุมอาหาร) ไปพร้อม ๆ กับการออกกำลังกาย

obesity
  1. การปรับพฤติกรรมการกินอาหาร (70%)

          ระดับของพลังงานที่ได้รับในแต่ละวัน จะส่งผลต่อการทำงานของร่างกาย และสุขภาพร่างกายของเรา จะอ้วนจะผอมนั้น ขึ้นอยู่กับสิ่งนี้เป็นหลัก หลักการกินอาหารที่ถูกต้องคือ การกินอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ ในปริมาณที่พอดีกับ พลังงานที่ร่างกายต้องการ

การควบคุมอาหารด้วยตนเอง
          การควบคุมอาหารด้วยตนเอง คุณจะต้องเอาชนะใจตัวเองให้ได้เสียก่อน ว่าเราสามารถหักดิบ ลดการกินของโปรดได้หรือไม่ หากใครที่ปกตินั้น กินขนมหวานเป็นประจำ ชอบกินอาหารฟาสต์ฟู้ดบ่อย ๆ รวมไปถึงน้ำตาลในรูปแบบของอาหารและเครื่องดื่มต่าง ๆ เช่นน้ำอัดลม น้ำผลไม้ และชาไข่มุก ควรหันมากินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

obesity

การกินอาหารแบบ 2:1:1
          2:1:1 เป็นแนวคิด ในการกำหนดปริมาณอาหารที่เหมาะสมในแต่ละมื้อ เราจะแบ่งสัดส่วนของจานอาหารเป็น 4 ส่วนเท่า ๆ กัน สามารถแบ่งได้ดังนี้

          2 ส่วน สำหรับผัก
          ในผักจะอุดมไปด้วยสารอาหารมากมาย ไม่ว่าจะเป็นวิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร หรือสารพฤกเคมีที่อยู่ในผักหลากสี สารอาหารเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างและควบคุมการทำงานของร่างกายให้มีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยควบคุมของเหลวในร่างกายให้สมดุลอยู่เสมออีกด้วย เรียกได้ว่าสารอาหารที่มีอยู่ในผักนั้น ช่วยให้ร่างกายของเราทำงานได้อย่างสมบูรณ์

          1 ส่วน สำหรับข้าว
          ควรเลือกรับประทานข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสี เช่นข้าวกล้อง หรือข้าวไรซ์เบอร์รี่ แทนการกินข้าวขาว เพราะในข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสีนั้น จะยังมีเปลือกห่อหุ้มอยู่ ทำให้ร่างกายย่อยได้ช้าลง และดูดซึมช้า เป็นผลทำให้ระดับของอินซูลินต่ำ จากนั้นร่างกายก็จะไปดึงพลังงานสำรอง หรือไขมันส่วนเกินที่สะสมอยู่ตามจุดต่าง ๆ ในร่างกายมาใช้ เรียกได้ว่าเป็นการเผาผลาญพลังงานเก่าที่หลงเหลืออยู่นั่นเอง ส่วนข้าวที่ขัดสีแล้ว หรือข้าวขาวนั้น จะไม่มีเปลือกห่อหุ้มอยู่ ทำให้ย่อยง่าย ทำให้ร่างกายดูดซึมได้เร็ว จากนั้นระดับของอินซูลินก็จะสูงขึ้น และดึงคาร์โบไฮเดรตจากข้าวขาวที่เราเพิ่งกินเข้าไปมาใช้ กล่าวคือ ดึงพลังงานใหม่มาใช้ในการเผาผลาญ ส่วนไขมันสะสมในร่างกายจะยังคงอยู่ดังเดิม

          1 ส่วน สำหรับเนื้อ
          ในเนื้อสัตว์จะมีโปรตีนที่เป็นสิ่งสำคัญของร่างกาย โดยจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตขึ้น และช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในร่างกาย แต่ไม่ใช่ว่าเราจะสามารถกินเนื้อสัตว์ได้อย่างสบายใจทุกชนิด เพราะในเนื้อสัตว์บางชนิดจะมีปริมาณไขมันอยู่มาก ซึ่งอาจจะส่งผลให้ร่างกายได้รับพลังงานมากเกินไปได้ สำหรับเนื้อสัตว์ที่แนะนำได้แก่ เนื้อวัว, อกไก่ , สันในไก่, ปลาทูน่า และปลาแซลมอน เป็นต้น

obesity

การกินอาหารแบบ IF

          Intermittent Fasting หรือที่เราคุ้นหูกันดีว่า “IF” คือการจำกัดระยะเวลาในการกินอาหาร เพื่อลดการสะสมของไขมันในร่างกาย โดยจะแบ่งออกเป็นสองช่วงคือ ช่วงอดอาหาร (Fasting) และช่วงกินอาหาร (Feeding) สำหรับระยะเวลาช่วงอดอาหารใน 1 วัน ที่ได้ผลดีที่สุดคือ 16 ชั่วโมง แต่ทั้งนี้สามารถยืดหยุ่นได้เป็น 8 ชั่วโมง หรือ 12 ชั่วโมง ตามความสะดวกของแต่ละคน นอกจากนี้ยังแนะนำให้ออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่งควบคู่ไปด้วย เพื่อให้กล้ามเนื้อกระชับตัวยิ่งขึ้น

IF ทำให้ผอมลงได้อย่างไร?
          ในช่วงที่เราอดอาหาร ระดับของอินซูลินในร่างกายจะลดลงต่ำ ส่วนระดับ Growth Hormone จะสูงขึ้น ทำให้ร่างกายดึงไขมันสะสมออกมาใช้ อัตราการสะสมของไขมันก็จะน้อยลง (ทั้งไขมันในช่องท้อง และไขมันใต้ชั้นผิวหนัง) และช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อได้อีกด้วย

จัดเวลาทำ IF แบบไหนดี?

          ตารางเวลาในการอดอาหารขึ้นอยู่กับความสะดวกของแต่ละคน หากเป็นมือใหม่แนะนำให้เริ่มจากการอด 8-12 ชั่วโมงก่อน จากนั้นจึงค่อย ๆ เพิ่มระยะเวลาในการอดให้มากขึ้น

  1. Lean Gains : อดอาหาร 16 ชั่วโมง กินอาหาร 8 ชั่วโมง (นิยมที่สุด)
  2. Fast 5 : อดอาหาร 20 ชั่วโมง กินอาหาร 5 ชั่วโมง
  3. Eat Stop Eat : อดอาหาร 24 ชั่วโมง 1-2 ครั้ง /สัปดาห์
  4. Warrior Diet : อดอาหาร 20 ชั่วโมง กินอาหาร 4 ชั่วโมง หรือกินมื้อใหญ่มื้อเดียว

ประเมินร่างกาย ก่อนลงมือทำ!
          ก่อนการทำ IF เราจะต้องทราบก่อนว่าในแต่ละวันนั้น เรากินได้มากน้อยแค่ไหน โดยการคำนวณ BMR (Basal Metabolic Rate) หรืออัตราการเผาผลาญพลังงานในแต่ละวัน และคำนวณ TDEE (Total Daily Energy Expenditure) หรือค่าพลังงานที่ใช้ทำกิจกรรมในแต่ละวัน โดยสามารถคำนวณ BMR และ TDEE ได้ที่นี่

กินแบบนี้สิ ได้ผลดีต่อการทำ IF
          การกินอาหารในช่วงที่เราทำ IF นั้น แนะนำให้กินแบบ LCHF (Low Carb High Fat) ซึ่งเป็นการลดการกินน้ำตาล แป้งขัดขาว และเพิ่มการทานไขมันดีจากธรรมชาติ ได้แก่ถั่ว, น้ำมันงา, น้ำมันมะกอก, มะพร้าว และอะโวคาโด เนื่องจากการกินแบบนี้ จะไม่ทำให้ระดับอินซูลินสูงขึ้น และทำให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้ดีขึ้น 

obesity

การกินอาหารแบบ Keto

          Ketogenic Diet หรือ Keto Diet เป็นการกินอาหารโดยเน้นการกินไขมันและโปรตีน (จากพื้นและสัตว์) แล้วลดการกินคาร์โบไฮเดรตลง เพื่อให้ร่างกายเกิดสภาวะ Ketosis

          กล่าวคือ จากเดิมที่ร่างกายใช้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรต และน้ำตาล เมื่อเรากินน้อยลง ร่างกายจึงจำเป็นต้องหาพลังงานจากแหล่งอื่นมาแทนที่ ก็คือการดึงเอาไขมันที่กินเข้าไปมาใช้นั่นเอง ทำให้ร่างกายเกิดสภาวะ Ketosis หรือภาวะที่ร่างกายเผาผลาญไขมันให้กลายเป็นสาร Ketone จากนั้นจะใช้สารดังกล่าวในการสร้างพลังงานแทนกลูโคส เพื่อส่งไปยังในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย จนกว่าร่างกายจะได้รับคาร์โบไฮเดรตอีกครั้ง ทำให้ร่างกายถูกกระตุ้นให้เผาผลาญไขมันมากขึ้น ซึ่งกระบวนนี้ จะเกิดขึ้นหลังจากที่เราลดการกินคาร์โบไฮเดรตไปแล้ว 2-4 วัน (ในช่วงแรก ๆ ของการทำคีโต อาจมีอาการอ่อนเพลีย, เหนื่อยง่าย, ปวดศีรษะ, เบื่อาหาร, มีกลิ่นปาก, นอนไม่หลับ หรือท้องผูกได้ เมื่อร่างกายปรับสภาพได้แล้ว จะค่อย ๆ ดีขึ้น)

วิธีกินแบบ Ketogenic Diet

อาหารที่มีไขมันอิ่มตัว
          ควรทานไขมันอิ่มตัวที่ได้จากสัตว์และพืชบางชนิดเป็นหลัก เช่นเนื้อสัตว์ติดมัน, ชีส, ครีม, เนย , และน้ำมันหมูเป็นต้น หลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำมันปาล์ม

อาหารที่มีโปรตีน
          ในแต่ละวันควรกินโปรตีนในปริมาณที่น้อยกว่าไขมันอิ่มตัว โดยกินในสัดส่วน 1 กรัม ต่อ น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม หรือถ้าเราน้ำหนัก 50 กิโลกรัม ให้กินโปรตีน 50 กรัมต่อวัน อาหารที่มีโปรตีนจากสัตว์คือ อาหารทะเล, เนื้อติดมัน, เบคอน, และไข่เป็นต้น

ลดคาร์โบไฮเดรต
          ควบคุมปริมาณการกินคาร์โบไฮเดรตให้น้อยที่สุด ควรกินไม่เกิน 50 กรัมต่อวัน งดอาหารประเภทแป้ง และข้าวขัดสี รวมไปถึงเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ขนมหวาน และผลไม้รสหวานด้วย

obesity

การกินอาหารแบบ Paleo Diet

          Paleo diet (พาเลโอ ไดเอต) เป็นการกินอาหารคลีน หรืออาหารที่มีอยู่เดิมตามธรรมชาติ โดยเน้นสุขภาพเป็นหลัก เรียกได้ว่าเป็นการกินแบบมนุษย์ถ้ำ หรือในอดีตมนุษย์กินผักและผลไม้เพื่อความอยู่รอดเท่านั้น ไม่มีการปรุงแต่งอาหารใด ๆ แต่กลับดีสุขภาพที่ดีและแข็งแรง สำหรับสัดส่วนการกินอาหารแบบ Paleo diet คือ ไขมัน 35% คาร์โบไฮเดรต 35% และโปรตีน 30%

อาหารที่ควรรับประทาน

  • ผัก ผลไม้ สด
  • มันหวาน
  • เมล็ดพืช ถั่วแบบแข็ง
  • เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ อาหารทะเล
  • น้ำมันงา น้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปลา

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง

  • อาหารแปรรูป
  • ผลไม้รสหวาน
  • เครื่องดื่มชูกำลัง
  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม
  • อาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล
  • ธัญพืช เช่นข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เล่ย์
  • พืชตระกูลถั่ว เช่นถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วลิสง ถั่วลันเตา ถั่วเหลือง

 ข้อดีของการกินอาหารแบบ Paleo Diet

  • น้ำหนักลดลง
  • ร่างกายปราศจากไขมัน
  • กล้ามเนื้อแข็งแรง
  • กระตุ้นการเผาผลาญในร่างกาย
  • ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดี
  • ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกัน

การควบคุมอาหาร โดยมีตัวช่วย

          วิธีนี้เรียกได้ว่าเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการกินอาหาร โดยที่ไม่ต้องฝืนใจ โดยการใช้ Amara Pen (ปากกาลดน้ำหนัก) ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายหลั่ง “สารควบคุมความอิ่ม (GLP-1)” มากขึ้นกว่าเดิม จึงทำให้เรารู้สึกอิ่มเร็วขึ้น และกินอาหารได้น้อยลงอีกด้วย ใน Amara Pen จะประกอบด้วยตัวยา Liraglutide (GLP-1 analogue) ซึ่งเป็นตัวยาที่สร้างมาเลียนแบบการทำงานของ GLP-1 หรือสารควบคุมความอิ่ม ที่มีอยู่เดิมตามธรรมชาติในร่างกาย โดยตัวยาดังกล่าวนี้ มีความปลอดภัย และได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทั้งในประเทศไทย ประเทศเกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา ในข้อบ่งชี้ของยาลดน้ำหนัก ที่ต้องควบคุมดูแลโดยแพทย์ หรือสถานพยาบาลเท่านั้น

Amara Pen ช่วยลดน้ำหนักอย่างไร?

          เมื่อเราใช้ปากกาลดน้ำหนัก จะทำให้ร่างกายกระตุ้นการหลั่งของสาร GLP-1 เมื่อมีสารดังกล่าวออกมาจำนวนมาก ก็จะยิ่งทำให้เรากินอาหารในปริมาณที่ร่างการต้องการ หรือเรียกได้ว่าในปริมาณที่พอดีกับพลังงานที่ต้องใช้ เราก็จะอิ่มเร็วขึ้น กินอาหารได้น้อยลง เมื่อเรากินอาหารในปริมาณที่น้อยลงระยะหนึ่ง กระเพาะอาหารของเราก็จะเล็กลงตามปริมาณอาหารของเราที่กินเข้าไป จึงทำให้เป็นการปรับพฤติกรรมการกินของเราได้อย่างยั่งยืน

          นอกจากนี้ Amara Pen ยังช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคอ้วนได้อีกด้วย เนื่องจากช่วยให้ร่างกายดึงพลังงานจากไขมันสะสมออกมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นไขมันใต้ชั้นผิวหนัง หรือไขมันในช่องท้อง (ตัวการที่ทำให้เราเป็นโรคอ้วน และโรคเรื้อรังต่าง ๆ) เมื่อไขมันในช่องท้องลดลง ขนาดของรอบท้องก็จะเล็กลงด้วย เป็นผลให้เรามีสุขภาพที่ดี

obesity

2.การออกกำลังกาย (30%)

          นอกจากการควบคุมอาการแล้ว เราควรออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาผลาญไขมัน และเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงขึ้น โดยออกกำลังกายอย่างน้อยครั้งละ 30 นาที ติดต่อกัน 5 วัน/สัปดาห์ สำหรับการออกกำลังกายที่แนะนำคือ

การออกกำลังกายแบบแอโรบิค (Aerobics exercise)

          วิธีนี้เป็นการออกกำลังกายที่ต้องใช้ออกซิเจน หรือการหายใจขณะออกกำลังกาย ได้แก่การเดิน, การวิ่งเหยาะ ๆ, การปั่นจักรยาน, การว่ายน้ำ, การเต้น เป็นต้น

การออกกำลังกายแบบแอนแอโรบิค (Anaerobics exercise)

          เป็นการออกกำลังกายที่ต้องเน้นการยืดกล้ามเนื้อก่อน เพื่อให้ร่างกายเผาผลาญน้ำตาลได้ดียิ่งขึ้น การออกกำลังกายดังกล่าวคือ การเวทเทรนนิ่ง หรือการเล่นกล้าม

ขอบคุณข้อมูลจาก

บทสรุป

          สรุปแล้ว ความอ้วนเกิดจากพฤติกรรมการกินของเราเป็นหลัก ดังนั้นใครที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วนละก็ แอดมินแนะนำให้ปรับพฤติกรรมการกินอาหารโดยด่วนนะค๊าา ในระยะแรกอาจจะเลิกแบบเด็ดขาดไม่ได้ ก็ใช้วิธีค่อย ๆ ลดลง โดยเฉพาะของหวาน เมื่อลดอาหารที่ส่งผลเสียต่อร่างกายได้แล้ว ก็หันมากินอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น และออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยก็จะทำให้สุขภาพร่างกายของเราแข็งแรงขึ้นค่ะ ส่วนใครที่รู้ตัวว่าเราหยุดกินของโปรดไม่ได้ แต่อยากกินให้น้อยลง ลองดู Amara Pen ไว้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกนะคะ นอกจากจะช่วยให้เราเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารแล้ว ยังช่วยให้น้ำหนักลดลงอย่างปลอดภัยด้วยค่ะ

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับรูปร่าง

นพ. วิษณุ เฮ้งสวัสดิ์ (หมอไอซ์)
อาจารย์แพทย์ด้านการดูดไขมันพลังน้ำ
แพทย์ที่ทำเคส J Plasma เยอะที่สุดในเอเชีย

ปรึกษาฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย
ลงทะเบียนปรึกษา คลิกที่นี่
สาขารัชโยธิน 062-946-2397
สาขาราชพฤกษ์ 062-556-6623
สอบถามโปรโมชั่น LINE: @amaraclinic
หรือคลิกลิงค์นี้ได้เลยครับ https://line.me/R/ti/p/@amaraclinic

วิธีลดความอ้วนแบบง่ายและรวดเร็ว

ลงทะเบียนปรึกษาแพทย์