ดูดไขมันพลังน้ำ VS พลังความร้อน ดูดแบบไหนดีกว่ากันในปี 2021 ??

ดูดไขมันหน้าท้อง

อย่างที่เราทราบกันว่าในปี 2021 นี้ เครื่องดูดไขมันมีให้เลือกมากมายหลากหลายเครื่อง ทั้งเครื่องดูดไขมันพลังน้ำ และเครื่องดูดไขมันพลังความร้อน ที่ใช้พลังงานต่าง ๆ เข้ามาช่วยในการสลายไขมัน ซึ่งเครื่องดูดไขมันแต่ละเครื่องก็จะมีข้อดี-ข้อเสียแตกต่างกันไป ทั้งในเรื่องของกระบวนการดูดไขมัน, ความเหมาะสมกับแต่ละเคส, งบประมาณ ของคนไข้, ผลลัพธ์ที่ต้องการ รวมไปถึงความยากง่ายของเคสด้วย วันนี้ Amara Clinic (เอมาร่าคลินิก) จะมาเปรียบเทียบให้อ่านกันชัด ๆ เลยว่า เครื่องดูดไขมันทั้งสองแบบนี้ ดีกว่ากันและด้อยกว่ากันในด้านไหนบ้าง รวมไปถึงคลายข้อสงสัยต่าง ๆ เช่น เซลล์ไขมันที่ได้เหมือนกันมั้ย?, ลักษณะของเซลล์ไขมันเป็นยังไง?, ใช้เวลาพักฟื้นหลังดูดไขมันเท่ากันรึเปล่า? หรือดูดไขมันแล้วผิวกระชับมั้ย? เป็นต้น

ดูดไขมันพลังน้ำ VS ดูดไขมันพลังความร้อน แตกต่างกันยังไงบ้าง?

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับเจ้าเครื่องดูดไขมันกันแบบพื้นฐานกันเลยว่า ทำไมต้องแบ่งเครื่องดูดไขมันเป็นพลังน้ำกับพลังความร้อน? ซึ่งคำตอบก็คือมันใช้วิธีการสลายไขมันที่แตกต่างกัน โดยเครื่องดูดไขมันพลังน้ำ (Water Jet, body-jet) จะใช้พลังงานน้ำในการสลายไขมัน ให้แตกตัวออกจากกันอย่างอ่อนโยน ไม่เกิดความร้อนในระหว่างดูดไขมัน ส่วนเครื่องดูดไขมันพลังความร้อน จะใช้พลังงานต่าง ๆ เข้ามาช่วยสร้างพลังความร้อนและทำลายเซลล์ไขมันให้ตาย ก่อนที่จะดูดออกมา

เลือกอ่านตามหัวข้อที่สนใจ ได้ที่นี่เลยค่ะ

ทำความรู้จักเครื่องดูดไขมันพลังน้ำ

การดูดไขมันด้วยพลังงานน้ำ (Water Jet Assisted Liposuction) ถือเป็นเทคโนโลยีใหม่ในวงการดูดไขมัน เพราะใช้พลังงานน้ำเข้าไปสลายไขมันอย่างอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เกิดจากแนวคิดที่ว่า “ดูดไขมันอย่างไร ถึงจะไม่ทำลายเนื้อเยื่อข้างเคียง” จึงเกิดเป็นเครื่องดูดไขมันพลังน้ำ นวัตกรรมใหม่จากเยอรมนี อย่าง body-jet ขึ้นมา

เครื่องดูดไขมันพลังน้ำ ทำงานอย่างไร?

หลังจากที่แพทย์ฉีดยาชาและเปิดแผลผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว แพทย์ใช้เครื่องดูดไขมันพลังน้ำในการใส่ Tumescent (น้ำที่ประกอบไปด้วยน้ำเกลือ, ยาชา และยาที่ทำให้เส้นเลือดหดตัว) เข้าไปที่ชั้นไขมันก่อน เพื่อระงับความเจ็บปวดจากภายใน จากนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นท่อดูดไขมัน ซึ่งท่อดูดไขมันก็จะฉีดน้ำออกมาในรูปแบบของพัด (Fan Shape) และค่อย ๆ เซาะบรรดาเซลล์ไขมันที่เกาะตัวติดกันอยู่ ให้สลายออกจากกันและลอยอยู่ภายในชั้นไขมัน และในระหว่างเดียวกันนี้ ท่อดูดไขมันก็จะค่อย ๆ ดูดไขมันออกไปด้วย

เนื่องจากการใช้น้ำสลายไขมัน ไม่ได้ก่อให้เกิดความร้อน จึงทำให้ไม่มีการทำลายเซลล์ไขมัน เซลล์ไขมันส่วนใหญ่ที่ถูกดูดออกมาจึงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ หรือเรียกว่ายังมีชีวิตอยู่ เซลล์ไขมันจะเป็นสีเหลืองนวลสวย เราจึงสามารถนำเซลล์ไขมันทีได้จากเครื่องดูดไขมันพลังน้ำนี้ ไปเติมเต็มในส่วนต่าง ๆ บนร่างกายได้ เช่นการฉีดไขมันหน้าเด็ก, ฉีดไขมันหน้าอก, เติมไขมันหลังมือ แก้ปัญหามือเหี่ยว หรือจะฉีดไขมันสะโพกเสริมก้นเด้งก็ได้เช่นกัน โดยก่อนที่จะเติมไขมัน แพทย์จะต้องเอาไขมันไปปั่นคัดแยกให้เหลือเฉพาะเซลล์ไขมันที่มีคุณภาพจริง ๆ และปั่นให้เล็กตามโมเลกุลที่เหมาะสมกับแต่ละตำแหน่ง โดยหลังจากที่เติมไขมันแล้ว ผิวบริเวณดังกล่าวจะเนียนนุ่ม เต่งตึง ดูมีน้ำมีนวล และสุขภาพดี

เติมไขมัน

เครื่องดูดไขมันพลังน้ำ เหมาะกับใคร?

🔵 คนที่ไม่เคยศัลกรรมมาก่อน
🔵 คนที่ร่างกายมีความบอบช้ำง่าย
🔵 คนที่มีระยะเวลาในการพักฟื้นน้อย
🔵 คนที่ต้องการไปทำงานในวันถัดไปเลย
🔵 คนที่กลัวเจ็บมาก
🔵 คนที่ต้องการเอาไขมันไปเติมเต็มต่อ

ข้อดีของเครื่องดูดไขมันพลังน้ำ

🔷 ไม่เกิดการเผาไหม้หรือการทำลาย ทำให้เลือดออกน้อย
🔷 ผิวไม่ไหม้ และลดโอกาสในการเกิดแผลคีลอยด์
🔷 ระหว่างดูดไขมันจะรู้สึกเจ็บปวดน้อย
🔷 สามารถดูดไขมันได้ทุกบริเวณในร่างกาย
🔷 หลังดูดไขมันจะมีความระบมและความบอบช้ำเขียวน้อย
🔷 ไม่ต้องวางยาสลบ ใช้เพียงยาชาก็เอาอยู่
🔷 แผลมีขนาดเล็ก เพียง 4-5 มิลลิเมตร
🔷 ดูดไขมันเสร็จแล้ว คนไข้สามารถกลับบ้านได้เลย
🔷 ใช้ระยะเวลาในการพักฟื้น และการฟื้นตัวของร่างกายน้อย
🔷 หลังดูดไขมันผิวจะเรียบ ไม่เป็นคลื่น ไม่ขรุขระ ไม่เป็นผิวส้ม ไม่มีพังผืด
🔷 เซลล์ไขมันที่ได้ยังมีชีวิต มีคุณภาพ และมีสเต็มเชลล์ สามารถนำไปเติมต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อเสียของเครื่องดูดไขมันพลังน้ำ

🔴 ใช้เวลาในการดูดไขมันนานกว่าปกติ
🔴 หลังดูดไขมันเสร็จทันทีจะยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง
🔴 สัดส่วนจะเริ่มเข้าที่หลังดูดไขมันไปแล้ว ประมาณหนึ่งเดือนครึ่ง
🔴 หลังดูดไขมันเสร็จ ในช่วง 1-3 วันแรก จะมีน้ำไหลออกมาจากแผลเยอะ อาจทำให้เตียงนอนเปื้อนได้

อาการที่เกิดขึ้นหลังดูดไขมันพลังน้ำ

เคสที่ดูดไขมันพลังน้ำ โดยรวมแล้วจะมีอาการช้ำเขียวน้อยกว่า และฟื้นตัวได้เร็วกกว่าเคสที่ดูดด้วยเครื่องพลังความร้อน แต่จะใช้ระยะเวลาในการเข้ารูปสวยนานกว่า เพราะหลังจากที่ดูดไขมันพลังน้ำแล้ว จะมีน้ำค้างอยู่ใต้ผิวจำนวนมาก ทำให้มีอาการบวมจากน้ำที่ใส่เข้าไปตอนดูดไขมัน ซึ่งส่งผลให้สัดส่วนของคนไข้ดูไม่แตกต่างจากเดิมมากนัก น้ำจะค่อย ๆ ทยอยหายไป (ผ่านการขับปัสสาวะ, ดูดซึมเข้าเส้นเลือด และซึมออกทางแผล ทั้งนี้หลังดูดไขมันเสร็จทันที ทางเอมาร่าคลินิกจะมีการรีดน้ำออกให้ด้วย) จนประมาณวันที่ 3 อาการบวมที่เกิดขึ้น จะเป็นอาการบวมเพราะการอักเสบจากภายใน อาการบวมช้ำเขียวจะค่อย ๆ หายไปใน 2 สัปดาห์ สัดส่วนจะค่อย ๆ เข้ารูปสวยหลังจากที่ดูดไปแล้วประมาณหนึ่งเดือนครึ่ง (ช่วงนี้เหมาะแก่การวัด Size ว่าเล็กลงไปมากแค่ไหน) ซึ่งหุ่นจะสวยเข้ารูปเต็มที่หลังจากทำไปแล้วประมาณ 3-6 เดือน

ทำรู้จักเครื่องดูดไขมันพลังความร้อน

ดูดไขมันพลังความร้อน

เครื่องดูดไขมันพลังความร้อนมีหลายเครื่องเลยทีเดียว เนื่องจากพลังงานที่ใช้ในการสร้างความร้อนมีหลายพลังงาน เช่นพลังงานคลื่นเสียงอัลตร้าซาวด์ (เช่น เครื่องดูดไขมัน Ultra Z), พลังงานคลื่นความถี่วิทยุ หรือพลังงานเลเซอร์ เป็นต้น ซึ่งแต่ละเครื่องก็จะสามารถสร้างระดับความร้อนได้แตกต่างกันไป (อ่านความแตกต่างของเครื่องดูดไขมันแต่ละเครื่องได้ที่นี่) แต่มีหลักการเหมือนกันคือ การทำลายเซลล์ไขมันให้ตายไป

เครื่องดูดไขมันพลังความร้อน ทำงานอย่างไร?

แพทย์จะมีการฉีดยาชาเข้าไปในบริเวณที่จะดูดไขมันและเปิดแผลผ่าตัด จากนั้นก็จะส่งท่อดูดไขมันลงไปที่ชั้นไขมัน และเริ่มกระบวนการทำลายเซลล์ไขมัน ซึ่งในขณะเดียวก็จะดูดไขมันออกมาด้วย และด้วยพลังการทำลายล้างที่สูง แน่นอนว่าจะมีการกระทบต่อเส้นเลือด, เส้นประสาท และเนื้อเยื่อข้างเคียงได้มากกว่าพลังน้ำ ทำให้ในระหว่างที่ดูดไขมันคนไข้จะรู้สึกเจ็บมากกว่า มีการอักเสบมากกว่า และเกิดอาการบวมช้ำเป็นปื้นสีแดงม่วงมากกว่าและนานกว่า

แต่หลังจากที่ดูดไขมันเสร็จแล้ว จะยังมีความร้อนหลงเหลืออยู่เล็กน้อยภายใต้ผิว ตรงนี้เป็นข้อดีที่ว่า ความร้อนจะเข้าไปช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจน ทำให้หลังดูดไขมันผิวมีความกระชับตัว หรือเต่งตึงขึ้นในระดับหนึ่ง (สำหรับเคสที่มีสภาพผิวไม่หย่อนคล้อย) ส่วนเซลล์ไขมันที่ได้จะไม่สามารถนำไปเติมเต็มได้ เพราะไขมันที่ได้จากการใช้ความร้อย เซลล์จะถูกทำลายและตายไปแล้ว ไขมันจะมีลักษณะเหลวเป็นน้ำ มีสีแดงอมส้ม เนื่องจากพลังความร้อนทำให้เลือดออกมากกว่าพลังน้ำ

ดูดไขมัน

เครื่องดูดไขมันพลังความร้อน เหมาะกับใคร?

🟠 คนที่ต้องการดูดทิ้ง ไม่ได้ต้องการเอาไขมันไปเติมต่อ
🟠 คนที่ไม่กลัวเจ็บ หรือเคยผ่านการศัลยกรรมมาแล้ว
🟠 คนที่แพทย์ประเมินว่ามีผิวหย่อนคล้อยเล็กน้อย และต้องการกระชับไปในตัว
🟠 คนที่ต้องการประหยัดงบประมาณ (เนื่องจากราคาในการดูดไขมันด้วยเครื่อง Ultra Z จะมีราคาที่ถูกกว่า body-jet / สามารถอ่านเรื่องของ “ดูดไขมันราคาเท่าไหร่” เพื่อประกอบการตัดสินใจเพิ่มเติมได้เลยค่ะ)

ข้อดีของเครื่องดูดไขมันพลังความร้อน

🔶 ดูดไขมันได้เยอะ
🔶 ใช้ระยะเวลาในการดูดไขมันไม่นาน
🔶 ดูดไขมันได้ทุกสัดส่วนในร่างกาย
🔶 เห็นความเปลี่ยนแปลงหลังดูดไขมันเสร็จทันที
🔶 มีการกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิว ช่วยให้ผิวกระชับตัวขึ้นหลังดูดไขมัน

ข้อเสียของเครื่องดูดไขมันพลังความร้อน

🔴 ระหว่างดูดไขมันจะมีความรู้สึกเจ็บมากกว่า
🔴 หลังดูดไขมันจะมีการอักเสบและความบอบช้ำมากกว่า
🔴 ใช้ระยะเวลาในการพักฟื้นนานกว่า
🔴 มีโอกาสเกิดแผลคีลอยด์ได้มากกว่า
🔴 หลังดูดไขมันอาจเกิดพังผืดและมีก้อนแข็งได้
🔴 หลังดูดไขมันผิวอาจไม่เรียบเนียน เป็นคลื่น หรือขรุขระได้
🔴 ไม่สามารถนำไขมันที่ได้ ไปเติมเต็มต่อได้
🔴 ถ้าแพทย์ที่ดูดไขมันไม่เชี่ยวชาญ อาจทำให้ท่อดูดไขมันสัมผัสกับผิว และเกิดแผลเป็นได้

อาการที่เกิดขึ้นหลังดูดไขมันพลังความร้อน

หลังดูดไขมันด้วยเครื่องพลังความร้อน จะมีน้ำค้างอยู่ใต้ผิวน้อยมาก ทำให้ช่วง 1-3 วันแรกมีอาการบวมน้อย และเห็นได้ชัดเจนว่าสัดส่วนเล็กลง แต่ในช่วงวันที่ 4-7 จะมีความอักเสบมากขึ้น ทำให้มีอาการบวมมากกว่าเดิม จะมีความบอบช้ำระบมเป็นปื้น ๆ สีแดงอมม่วง (เนื่องจากมีเม็ดเลือดกองอยู่ในบริเวณนี้มาก) อาการช้ำและอาการเจ็บจะค่อย ๆ หายไปภายใน 2 สัปดาห์ และสัดส่วนจะเริ่มเข้าที่ในช่วง 1 เดือนหลังดูดไขมัน (ช่วงนี้เหมาะแก่การวัดสัดส่วน) สำหรับคนที่ไม่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย สัดส่วนจะเริ่มสวยเป๊ะหลังจากดูดไขมันไปแล้ว 2 เดือน

ช่วงถาม-ตอบ คำถามที่หลาย ๆ คนสงสัย

ดูดแบบไหนสวยกว่ากัน?

ผลลัพธ์หลังดูดไขมันจะดูดออกมาได้สวยขนาดไหน ตรงนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเครื่องดูดไขมันเป็นหลัก แต่ขึ้นอยู่กับฝีมือของแพทย์ เทคนิค รวมไปถึงความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้วย ก่อนดูดไขมันแพทย์จะมีการประเมินและออกแบบสัดส่วนของคนไข้ว่าควรดูดจุดไหนบ้างถึงจะออกมาสวยท่ีสุด

ดูดแบบไหนกำจัดไขมันได้เยอะกว่า?

ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแบบไหน สามารถดูดไขมันออกมาได้มากเหมือนกัน แต่จะใช้ระยะเวลาที่แตกต่างกัน อย่างพลังความร้อนจะใช้ระยะเวลาในการสลายไขมันเร็วกว่าเครื่องดูดไขมันพลังน้ำ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณไขมัน ตำแหน่งที่จะดูด และร่างกายของคนไข้ด้วย

ดูดแบบไหนช่วยให้ผิวกระชับขึ้น?

แน่นอนกว่าเครื่องดูดไขมันพลังความร้อนจะช่วยให้ผิวกระชับขึ้นได้มากกว่าเครื่องดูดไขมันพลังน้ำ เพราะความร้อนจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจน และช่วยให้ผิวกระชับตัวขึ้นนั่นเอง แต่ต้องบอกก่อนว่า การที่ผิวกระชับขึ้นหลังดูดไขมันนั้นเป็นผลพลอยได้มากกว่า สำหรับใครที่แพทย์ประเมินว่ามีผิวหย่อนคล้อยมาก การดูดไขมันเพียงอย่างเดียว จะช่วยกำจัดไขมันส่วนเกินได้ แต่ไม่ได้ช่วยให้ผิวกระชับตัวขึ้นได้อย่างที่หลาย ๆ คนต้องการ หากต้องการให้ผิวกระชับเต่งตึงขึ้นอย่างชัดเจน ควรทำการยกกระชับผิวด้วย J Plasma ร่วมด้วย

ดูดแบบไหนก็เอาไขมันไปเติมต่อได้เหมือนกัน?

หากดูดไขมันด้วยเครื่องพลังความร้อนไม่สามารถเอาไขมันไปเติมต่อได้ เพราะเซลล์ไขมันได้ตายไปแล้ว หากเอาไปเติมต่อก็อาจคล้ายกับการที่เราเอาน้ำมันไปเติม ซึ่งไม่ได้ช่วยให้บริเวณที่เติมเต่งตึงขึ้น อาจจะบวมขึ้นในวันแรก ๆ แต่หลังจากนั้นก็จะหายไปในเวลาอันรวดเร็ว (เนื่องจากเซลล์ไขมันได้ตายแล้ว จึงไม่ประสานติดกับเนื้อเยื่อที่อยู่บริเวณที่ถูกเติมเข้าไป) สำหรับคนที่ต้องการเอาไขมันไปเติมต่อ แนะนำให้ดูดด้วยเครื่องพลังน้ำ เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ได้ออกมามีประสิทธิภาพสูงสุด ไขมันจะได้ติดไวและติดทนนาน

ดูดแบบไหนใช้เวลาพักฟื้นน้อยกว่า?

เนื่องจากการดูดไขมันด้วยเครื่องพลังความร้อนมีการทำลายล้างมากกว่า จึงทำให้คนไข้มีความระบม เจ็บช้ำจากภายในเยอะกว่าในเคสที่ดูดด้วยเครื่องพลังน้ำ ส่งผลให้เคสที่ดูดไขมันพลังน้ำฟื้นตัวได้เร็วกว่า และใช้ระยะเวลาในการพักฟื้นไม่นาน (บางเคสดูดไขมันแล้ว สามารถไปทำงานต่อในวันถัดไปได้เลย)

ไม่อยากเป็นคีลอยด์ ดูดด้วยเครื่องไหนดี?

การดูดไขมันด้วยเครื่องพลังความร้อน จะมีโอกาสในการเกิดแผลคีลอยด์มากกว่า แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับพันธุกรรมของคนไข้ด้วย ซึ่งส่วนมากคนที่เป็นแผลคีลอยด์ง่าย มักจะมีคนในครอบครัวเป็นมาก่อน

บทความนี้ จัดทำขึ้นโดย Amara Clinic (เอมาร่าคลินิก) ขอสงวนสิทธิ์ในการห้ามมิให้ผู้ใดใช้ประโยชน์ คัดลอก ทำซ้ำ หรือเผยแพร่บทความนี้ในนามอื่น (ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหา, ข้อมูลทั้งหมด หรือบางส่วนก็ตาม) โดยไม่ได้รับอนุญาต หากพบเจอจะถูกดำเนินการตามกฎหมาย