10 สาเหตุที่ทำให้ผิวหย่อนคล้อย

สาเหตุที่ทำให้ผิวหย่อนคล้อย

เพราะอะไร ทำไมเมื่อผิวขาดคอลลาเจน จึงทำให้ผิวหนังหย่อนคล้อย ไม่กระชับ?

          สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้ผิวเราย้วย หรือมีความหย่อนคล้อย หลัก ๆ คือการที่ผิวขาดคอลลาเจน (Collagen) นั่นเอง คอลลาเจนคืออะไร สำคัญกับผิวเราอย่างไร ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ผิวขาดคอลลาเจน และที่สำคัญจะทำอย่างไรให้ร่างกายผลิตคอลลาเจนได้ดีที่สุดนั่น สามารถติดตามอ่านได้ท่ีด้านล่างนี้เลยค่ะ

เลือกอ่านตามหัวข้อที่สนใจ ได้ที่นี่เลยค่ะ

คอลลาเจน (Collagen) คืออะไร?

        คอลลาเจนเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่พบได้มากที่สุดในร่างกาย เส้นใยคอลลาเจนมีลักษณะเป็นสายเกลียว เกิดจากการรวมตัวของกรดอะมิโน (Amino acid) หลาย ๆ ชนิดต่อกันเป็นสายยาว (โพรลีนและไกลซีน) เปรียบเสมือน “กาว” เพราะคอลลาเจนคอยทำหน้าที่เชื่อมเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายให้ติดกัน คือยึดเซลล์ผิวหนัง เอ็น ข้อต่อ พังผืด กล้ามเนื้อ รวมถึงผนังหลอดเลือด

ผลเสียที่ตามมา เมื่อผิวขาดคอลลาเจน

❌ ผิวหย่อนคล้อย ผิวไม่กระชับ
❌ ผิวแห้งกร้าน หยาบกระด้าง ผิวไม่เต่งตึง
❌ ผิวมีริ้วรอย ดูแก่กว่าวัย
❌ แผลสมานตัวช้า
❌ ผมขาดหลุดร่วงง่าย
❌ มีอาการปวดตามข้อต่อ
❌ ประสิทธิภาพในการเผาผลาญไขมันน้อยลง ทำให้เกิดการสะสมของไขมันส่วนเกินง่าย

10 สาเหตุที่ทำให้ผิวขาดคอลลาเจน ผิวหย่อนคล้อย

อายุของเราที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน

อายุเป็นปัจจัยหนึ่งที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ อายุของคนเราเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ในขณะเดียวกันประสิทธิภาพในการสร้างคอลลาเจนก็ลดลงไปเช่นกัน จะสังเกตได้จากผิวเด็ก หรือผิวของคนที่อายุต่ำกว่า 25 ปี จะมีความยืดหยุ่นสูง เปล่งปลั่ง เต่งตึง ดึงแล้วเด้งกลับในทันที เมื่อเกิดบาดแผล แผลจะสมานตัวเร็ว เป็นเพราะว่าใต้ผิวหนังมีคอลลาเจนอยู่จำนวนมาก เมื่ออายุ 25 ปีขึ้นไป ร่างกายจะผลิตคอลลาเจนลดลงปีละ 1 % ยิ่งอายุมากขึ้นผิวก็จะยิ่งขาดความชุ่มชื้น ขาดความเต่งตึง จากนั้นจะค่อย ๆ เกิดริ้วรอย มีความเหี่ยวย่นต่าง ๆ การสมานตัวของแผลก็จะช้าลง พออายุย่างเข้าเลข 4 การสร้างคอลลาเจนในร่างกายจะลดลงเหลือเพียง 30% เท่านั้น

การพักผ่อน และการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

การพักผ่อนที่ดี คือการพักผ่อนอย่างมีประสิทธิภาพ ควรนอนให้เพียงพอ หลับลึก และนอนให้ตรงเวลา หรือนอนในช่วงที่ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนิน (Melatonin) เพราะเมลาโทนินจะเป็นตัวนำให้ฮอร์โมนตัวอื่น ๆ เช่นโกรทฮอร์โมน (Growth hormone) หรือฮอร์โมนที่คอยควบคุมการเจริญเติบโต และควบคุมการทำงานของร่างกาย เมลาโทนนินจะหลั่งออกมาในช่วงเวลากลางคืน ประมาณ 4 – 5 ทุ่ม ถ้าเราไม่เข้านอนในเวลาดังกล่าว จะทำให้ร่างกายไม่สามารถหลั่งฮอร์โมนต่าง ๆ ออกมาได้ หากเรานอนอย่างเพียงพอ (6 – 8 ชั่วโมง) ในช่วงเวลาที่เหมาะสม (4 – 5 ทุ่ม) และหลับลึก ไม่หลับ ๆ ตื่น ๆ จะทำให้ร่างกายได้พักผ่อนและซ่อมแซมตัวเองอย่างเต็มที่ ผิวจะเต่งตึง และเปล่งปลั่งจากภายใน

ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) เป็นฮอร์โมนที่จะถูกผลิตออกมามากในช่วงวัยรุ่น ซึ่งจะทำให้ผิวของเราดูเต่งตึง เรียบเนียน อ่อนเยาว์ ฮอร์โมนเอสโตรเจนจะถูกผลิตน้อยลงเมื่ออายุขึ้นเลข 4 ไม่ว่าจะดูแลตัวเองมาดีมากแค่ไหน ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงที่ผิวอย่างชัดเจน คือผิวหย่อนคล้อย ผิวขาดความชุ่มชื้น ผิวแห้งกร้าน เกิดริ้วรอย เกิดรอยข่วน ความเหี่ยวย่นค่อย ๆ มาเยือน ผิวจะย้วย ผิวไม่กระชับตัวนั่นเอง

UVA และ UVB จากแสงแดด

ในแสงแดดจะมีรังสี UVA และ UVB ซึ่งรังสีดังกล่าวจะกระตุ้นให้เกิดการสร้างอนุมูลอิสระ สารอนุมูลอิสระนี้จะเข้าไปทำลายโปรตีนหรือคอลลาเจนภายใต้ผิว เราจะพบได้ว่าคนที่ทำงานที่ต้องออกกลางแจ้งบ่อย ๆ จะมีสภาพผิวที่แห้งเหี่ยว และผิวหยาบกร้านกว่าคนทั่วไป เราสามารถหลีกเลี่ยงแสงแดดได้โดยการใส่หมวก กางร่ม สวมใส่เสื้อผ้าแขน-ขายาว หรือหมั่นทาครีมกันแดดเป็นประจำ โดยทั่วไปครีมกันแดดจะอยู่ได้เพียง 4 – 6 ชั่วโมง หากทาในตอนเช้าแล้ว ระหว่างวันจำเป็นต้องออกไปเผชิญแดด แนะนำให้ทาซ้ำ เพื่อป้องกันแสงแดดทำร้ายผิว

มลพิษทางอากาศ และฝุ่นละออง

ในชีวิตประจำวัน เราต้องเดินทางแทบทุกวัน เราจึงหลีกเลี่ยงมลพิษทางอากาศได้ยาก อย่าง PM 2.5 ที่เคยบุกประเทศไทยในช่วงหนึ่ง PM 2.5 คือ ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือพูดง่าย ๆ คือมีขนาด 1:25 ส่วนของเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นผมมนุษย์ จึงทำให้ขนจมูกของมนุษย์ที่ทำหน้าที่กรองฝุ่น ไม่สามารถกรอง PM 2.5 ได้ รวมถึงฝุ่นในอากาศ หรือโลหะหนัก ปรอท แคดเมียม อนุมูลเล็ก ๆ และสารอื่น ๆ ถ้าแพร่กระจายเข้าสู่อวัยวะภายในต่าง ๆ ในร่างกาย และสะสมในเซลล์ จะทำให้เกิดผลเสียตามมาอีกมากมายได้

การดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของแอลกอฮอล์

นอกจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้ขาดสติ มีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุแล้ว ยังส่งผลให้ผิวขาดความชุ่มชื้นด้วย เพราะเมื่อแอลกอฮอล์เข้าไปในร่างกาย จะทำให้เกิดการปลดปล่อยของเหลวในร่างกายในรูปแบบปัสสาวะ และยังขับสารอาหารสำคัญอื่น ๆ ออกมาอีกด้วย เมื่อน้ำออกจากร่างกายเยอะทำให้ผิวแห้งเหี่ยว ดูโทรมมากยิ่งขึ้น หลังดื่มแอลกอฮอล์ ควรดื่มน้ำสะอาดตามในปริมาณมาก เพื่อดีท็อกซ์ร่างกาย ให้ร่างกายขับแอลกอฮอล์ออกมา

การสูบบุหรี่สร้างความเสียหายให้แก่ผิว

การสูบบุหรี่จะทำให้คาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbon monoxide) เข้าไปแทนที่ออกซิเจน (Oxygen) ในผิวหนัง และสารนิโคติน (Nicotine) ในบุหรี่จะเข้าไปขัดขว้างระบบไหลเวียนเลือด (ทำให้เส้นเลือดตีบ) ทำให้เลือดไหลเวียนได้ช้าลง และคอยทำลายคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิวหนัง ผิวขาดความกระชับ เต่งตึง ผิวแห้ง ผิวไม่ชุ่มชื้น ผิวที่เคยเปล่งปลั่งกลับหมองคล้ำอีกทั้งการสูบบุหรี่ยังทำให้เสี่ยงเป็นมะเร็งปอดและมะเร็งผิวหนังอีกด้วย

การลดน้ำหนักปริมาณมาก ในระยะเวลาสั้น ๆ (การลดน้ำหนักอย่างผิดวิธี)

การที่ปริมาณน้ำหนักขึ้นหรือลดลงเร็วมากเกินไป จะทำให้ผิวจะกระชับตัวกลับมาไม่ทัน ทำให้เกิดผลเสียที่ตามมาคือผิวย้วย เพราะเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังกระชับตัวไม่ทันทำให้เกิดเป็นช่องว่างใต้ผิวหนัง ผลเสียดังกล่าวเกิดจากการลดน้ำหนักหรือออกกำลังกายอย่างผิดวิธี หรือกล่าวคือลดแล้ว โปรตีนหาย ร่างกายขาดน้ำ ไขมันสลาย แต่กล้ามเนื้อไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาแทนที่ไขมัน ผิวจึงย้วยตัวลงมา ส่วนวิธีการลดน้ำหนักที่ถูกต้องคือไขมันต้องสลายไปพร้อม ๆ กับสร้างกล้ามเนื้อมาทดแทน

การดูดไขมัน แล้วไม่ใส่ชุดยกกระชับอย่างถูกวิธี

การดูดไขมันเป็นการทำให้ไขมันหายไปอย่างรวดเร็วไปต่างจากการลดน้ำหนักอย่างผิดวิธี (ลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว) หากต้องการให้ผิวหนังกระชับตัว เข้าที่ ได้รูปทรงที่สวยงาม เราจึงต้องใช้หลักการลดพื้นที่ผิว หรือบังคับผิวให้อยู่ในที่ ๆ แคบ เพื่อให้เซลล์เนื้อเยื่อเชื่อมตัว ยึดติดกันให้มากที่สุด คนไข้จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสวมใส่ชุดกระชับตามคำแนะนำของแพทย์ โดยทั่วไปจะใส่ทั้งหมด 3 เดือนหลังดูดไขมัน ซึ่งในเดือนแรกคนไข้จะต้องสวมใส่แทบจะ 24 ชั่วโมง และในเดือนต่อ ๆ ไป ระยะเวลาในการสวมใส่จะเท่าเดิมหรือลดลงนั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์

การดื่มน้ำน้อย ทำให้สุขภาพผิวย่ำแย่

การดื่มน้ำเป็นการทดแทนน้ำในร่างกายที่เราสูญเสียไปในแต่ละวัน ปริมาณที่เหมาะสมของน้ำที่ต้องดื่มในแต่ละวันนั้น แตกต่างกันไปตามการใช้ชีวิตประจำวัน และสภาพร่างกายของแต่ละคน ควรดื่มน้ำ1 – 1.5 เท่าของปริมาณแคลอรี่ที่เราได้รับในแต่ละวัน ไม่จำเป็นต้องฝืนดื่มน้ำมากเกินไป เพราะหากดื่มมากเกินความจำเป็นแทนที่จะได้ผลดีกลับกลายเป็นได้ผลเสียแทน การดื่มน้ำในปริมาณที่พอเหมาะ จะทำให้การผลิตคอลลาเจนใต้ผิวหนังเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ผิวหนังจึงมีความเต่งตึง ยืดหยุ่น และเปล่งปลั่ง เหมือนผิวเด็ก

การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

คอลลาเจนและอีลาสตินคือโปรตีนชนิดหนึ่ง ที่ถูกสร้างจากกรดอะมิโนชนิดต่าง ๆ กรดอะมิโนมีลักษณะคล้ายลูกปัดเม็ดเล็ก ๆ ต่อกันเป็นสายยาว การจะสร้างกรดอะมิโนชนิดพิเศษได้นั้น จะต้องใช้วิตามินซีในการช่วยเปลี่ยนกรดอะมิโนธรรมดาให้เป็นกรดอะมิโนชนิดพิเศษ เพื่อนำไปใช้ในการสร้างคอลลาเจน เพื่อผิวที่เต่งตึง มีสุขภาพดีนั้น เราต้องกินอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ ไม่ใช่ว่าคอลลาเจนคือโปรตีน แล้วกินแต่โปรตีนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากกินอาหารหมู่ใดหมู่หนึ่งมากเกินไป และไม่ทั่วถึงครบทั้ง 5 หมู่ อาจจะส่งผลเสียกับร่างกายแทน เช่นการกินแต่ผักและผลไม้ (มังสวิรัติ) ผิวจะหย่อนคล้อยกว่าคนทั่วไป หากกินแต่เนื้อ ก็จะมีโอกาสที่จะขาดวิตามินได้

บทความนี้ จัดทำขึ้นโดย Amara Clinic (เอมาร่า คลินิก) ขอสงวนสิทธิ์ในการห้ามมิให้ผู้ใดใช้ประโยชน์ คัดลอก ทำซ้ำ หรือเผยแพร่บทความนี้ในนามอื่น (ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหา, ข้อมูลทั้งหมด หรือบางส่วนก็ตาม) โดยไม่ได้รับอนุญาต หากพบเจอจะถูกดำเนินการตามกฎหมาย

จองคิวปรึกษา

ดูดไขมันที่เอมาร่า คลินิก

ฟรี! ของแถมสุดพิเศษ !
เฉพาะลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ เท่านั้น


    สอบถามเพิ่มเติมได้ที่นี่
    LINE : @amaraclinic